นวัตกรรม พลิกโลก (Disruptive Innovation)

นวัตกรรมพลิกโลก  (Disruptive Innovation) ด้วยเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลก คุณ Tony Seba แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ได้พูดถึง นวัตกรรมพลิกโลก (Disruptive Innovation) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีที่พลิกโครงสร้างธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคม ในเวลาอันรวดเร็ว เทคโนโลยีเก่ากำลังจะถูกแทนที่โดยนวัตกรรมพลิกโลกใหม่ นวัตกรรมที่ว่ากำลังเปลี่ยนโฉมการขับเคลื่อนโลกไปสู่อีกยุคครั้งยิ่งใหญ่ รถยนต์จะหันไปใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทนจะมาแทนที่พลังงานฟอสซิล ฯลฯ

นวัตกรรมพลิกโลก ที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากจะเป็นการพลิกโฉมทางการตลาดด้วยแล้ว ยังจะเป็นการพลิกโฉมทางสังคมด้วย นวัตกรรมพลิกโลกมีความหมายในเชิงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่กำลังดำรงอยู่จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมพลิกโลก ในเวลาอันรวดเร็วและกว้างขวางด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งดีเสมอไป

การล่มสลายของฟิล์มถ่ายรูป คืออีกตัวอย่างหนึ่งของ นวัตกรรมพลิกโลก (Disruptive Innovation) เพราะถูกกระทบด้วยกล้องดิจิตอลซึ่งไม่ต้องใช้ฟิล์ม อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ได้เกิดขึ้นแล้วคือเรื่องราวของบริษัท Digital Equipment Corporation หรือ DEC ซึ่งเคยใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก IBM (ซึ่งในปี 2014 มีพนักงานเกือบ 4 แสนคน)  

ในปี 1987 บริษัท DEC มีพนักงานถึง 1.4 แสนคน และในปี 1992 มียอดจำหน่ายถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ต้องมาปิดกิจการลงในปี 1998 อย่างไม่น่าเชื่อ สาเหตุที่ต้องปิดกิจการลงมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารของบริษัท คือ Ken Olsen ที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าไม่มีเหตุผลอันใดที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ที่บ้าน เขาพูดประโยคนี้เมื่อปี 1977 ซึ่งในตอนนั้นบริษัทของเขากำลังผลิตมินิคอมพิวเตอร์  

ในขณะที่ในปี 1980 บริษัทคู่แข่งของ DEC คือ IBM และบริษัทอื่นได้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ออกสู่ตลาดเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานที่บ้านจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และพัฒนาต่อมาเป็นคอมพิวเตอร์บนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแพร่หลาย ราคาถูกและมีประสิทธิภาพสูงมากดังที่เราทราบกันแล้ว
        
เป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นหลายล้านเท่าตัวในช่วง 30 ปีมานี้ ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 41% ต่อปี ในขณะที่ต้นทุนการผลิตและบริการกลับลดลงนับพันเท่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งมีลักษณะเดียวกัน คือพลิกโฉมสังคมได้อย่างรวดเร็ว
       
ศาสตราจารย์ Clayton Christensen แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ผู้เขียนหนังสือ “The Innovator’s Dilemma : When New Technologies Cause Great Firms to Fail.” เขาได้ให้ความหมายนวัตกรรมพลิกโลกว่า ด้วยนวัตกรรมพลิกโลก ช่วยให้ผลิตภัณฑ์หรือการบริการที่ง่ายขึ้น ราคาถูกลง ทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เช่น เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) ที่มีราคาแพงมาก ซึ่งในอดีตแต่ละมหาวิทยาลัยจะสามารถมีได้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น แล้วจึงได้เปลี่ยนมาเป็นมินิคอมพิวเตอร์ เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค จนมาถึงโทรศัพท์มือถือ(Smartphone) แบตเตอรี่สำรอง(Power Bank) เป็นต้น     
       
การที่ประเทศไทยเราได้มีเทคโนโลยี 4G ครั้งนี้ ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่พลิกโฉมประเทศไทยได้ระดับหนึ่ง ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของ 4G ไม่น้อยกว่า 10 เท่าของ 3G จะสามารถทำให้การทำธุรกรรมกับธนาคารบางอย่างสะดวกขึ้นมาก เช่น การโอนเงิน โดยไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร ซึ่งตอนนี้ก็มีบางธนาคารได้ให้บริการไปแล้วมาวันนี้เป็นระบบออนไลน์ทั่วประเทศแล้ว ระบบ 4G น่าจะมีประโยชน์มากในด้านบริการทางการแพทย์ กล่าวคือสามารถส่งประวัติผู้ป่วยข้ามโรงพยาบาล หรือการขอคำปรึกษาของแพทย์ที่ยังขาดประสบการณ์ได้ทันต่อสถานการณ์สำคัญของชีวิต เป็นต้น
       
นวัตกรรมพลิกโลก (Disruptive Innovation) การพลิกโฉมในระบบการขนส่งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการใช้รถยนต์ร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ต่างคนต่างพากันซื้อรถยนต์เป็นของตนเอง แต่โดยเฉลี่ยร้อยละ 96 ของเวลารถยนต์ที่เราซื้อต้องจอด ส่งผลให้มีปัญหาที่จอดรถในตัวเมือง ในอนาคตจะทำให้ความจำเป็นในการมีรถยนต์ส่วนต้องตัวหมดไป ในหลายเมืองใหญ่ของโลกได้เกิดธุรกิจการจัดการเพื่อใช้รถยนต์ร่วมกันแล้ว เช่น บริการแท็กซี่ Uber และบางเมือง เช่น Helsinki ในประเทศฟินแลนด์ กำลังวางแผนจะให้รถยนต์ส่วนตัวหมดไปภายในปี 2025 อีก 10 ปี   
            
คุณ Tony Seba แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ได้นำเสนอไว้หลายอย่างเช่น เทคโนโลยีพลังงานการผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอร์รี่ เทคโนโลยี ที่ชาร์ตแบตสํารอง(Power Bank) เทคโนโลยี เซ็นเซอร์(Sensor) เพื่อให้รถยนต์ไม่ชนกัน และไม่ชนคนเดินถนน รถยนต์ที่ไม่ต้องใช้คนขับ เทคโนโลยี Big Data ซึ่งถูกนำไปเก็บไว้ใน Cloud เป็นต้น

รถยนต์ไฟฟ้าราคาก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน และเมื่อนำมาบูรณาการเข้ากับโทรศัพท์มือถือ 4G มันจะสามารถพลิกโฉมสังคมโลกไปได้มากอย่างยากที่จะจินตนาการไปได้ถึง ด้วยข้อมูลความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้คุณ Tony Seba คาดการณ์ได้ว่าภายในปี 2030 พลังงานทุกชนิดไม่เฉพาะแต่ไฟฟ้า จะมาจากแสงอาทิตย์  
    
วิธีคิดที่น่าทึ่งของนักลงทุนคนหนึ่ง เขาได้ลงมือทำด้วยตนเองจนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 100 ของโลก ในช่วงเวลาเพียงสั้นๆ คุณ Elon Musk เขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ Tesla Motor ซึ่งรถยนต์รุ่นที่สองของเขาได้รับการลงมติจากนิตยสารผู้บริโภค ในปี 2013 ให้เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์มา เขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตโซลาร์เซลล์ และผลิตแบตเตอร์รี่ เขาผู้นี้คือ Elon Musk  

ธุรกิจที่เขาทำที่กล่าวมาแล้ว ล้วนเป็นนวัตกรรมพลิกโลก (Disruptive Innovation) ยุทธศาสตร์ในการทำงานของเขาดูง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน คุณ Elon Musk ได้เปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าว่า “เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่วางอยู่บนล้อ” ในความหมายที่ว่า ประสิทธิภาพของรถยนต์สูงมาก และราคาถูก แม่นยำ ปลอดภัย ใช้งานง่าย เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ จึงมั่นใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะขับไล่รถยนต์ที่เผาไหม้ภายในที่ใช้น้ำมัน และก๊าซให้ตกยุคไปในเร็ววัน   
        
Cr.ผู้จัดการ