แอปเปิลวอทช์ สมาร์ทวอทช์ แห่งปี

แอปเปิลวอทช์ สมาร์ทวอทช์ แห่งปี

 

ในปัจจุบันนี้ โลกแห่งอินเทอร์เน็ต ที่เต็มไปด้วยข้อมูลจากมนุษย์ เพื่อมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากโลกโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น รายละเอียด ภาพ เสียง และวีดีโอ ผลสืบเนื่องมาจาก นวัตกรรมของ เว็บ 2.0 ที่ถูกต่อยอดด้วยสังคมโซเชียลมีเดีย และเป็นการปลดแอกครั้งสำคัญ ที่ใครต่อใครสามารถเป็นสื่อได้ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้การมาถึงยุค S-M-I-C (Social–Mobile–Information–Cloud) โลกแห่งอินเทอร์เน็ต ที่อาจเต็มไปด้วยข้อมูลที่ได้จากสรรพสิ่ง เพื่อสรรพสิ่ง เพราะเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) จะเป็นการปลดแอกอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน ที่สรรพสิ่งต่าง ๆ สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ ทุก ๆ อุปกรณ์ IoTมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่อง PC, Notebook หรือ Smart Phone อีกต่อไป แต่อาจจะเป็น นาฬิกา, TV, ตู้เย็น แม้กระทั่งรองเท้า ก็สามารถทึจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ทั้งสิ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ สมาร์ทวอทช์ (smart watch)

กระแสสมาร์ทวอทช์ (smart watch)ที่ร้อนแรงที่สุดตอนนี้คงต้องยกนิ้วให้ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) เป็นที่หนึ่งของตลาดสมาร์ทวอทช์ เพราะด้วยการดีไซน์ที่หรูหรา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่หลายคนเกิดความสนใจเมื่อแรกเห็น วันนี้เราจะพาผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) สมาร์ทวอทช์สุดร้อนแรงแห่งปีนี้ให้มากขึ้น ถือเป็นสมาร์ทวอทช์ที่เปิดตัวเร็ว ๆ นี้ได้แปลกไม่เหมือนใคร เพราะแอปเปิลตั้งใจให้ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) จับกลุ่มผู้ใช้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงาน ไปถึงกลุ่มคนไฮโซ มีรุ่นต่าง ๆให้เลือกถึง 38 รุ่น แต่มี 3 ช่วงราคา เพื่อจับกลุ่มผู้ใช้งานครอบคลุมทุกกลุ่ม ได้แก่ 1.Apple Watch Sport  เป็นรุ่นเริ่มต้น จับกลุ่มวัยรุ่น 2. Apple Watch จับกลุ่มระดับกลาง และ3. Apple Watch Edition จับกลุ่มระดับบน ไฮโซสุด
       
จุดเด่น แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch)       
ขนาดหน้าปัด แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) จะมีให้เลือก 2 ขนาด คือ 38 มิลลิเมตร และ 42 มิลลิเมตร เนื่องจากแอปเปิลมองว่าข้อมือผูัสวมใส่ของแต่ละคนเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน การมีหน้าปัดมาให้เลือก 2 ขนาดก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกเรือนหน้าปัดที่เหมาะกับข้อมือเราได้ลงตัวที่สุด ส่วนวัสดุกระจกใช้ครอบทับนาฬิกาจะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ รุ่น Watch Sport ใช้กระจก Ion-X Glass ส่วนรุ่น Watch และ Watch Edition ใช้ Sapphire crystal มีความแข็งแรง ทนต่อรอยขีดข่วน และการตกกระแทกได้เหนือกว่ารุ่น Ion-X Glass อีกทั้งตัวหน้าจอมาพร้อมเทคโนโลยีรับรู้แรงกด  ด้านหลัง แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) เคลือบด้วยเซรามิกพร้อมเซ็นเซอร์เครื่องวัดชีพจรสำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อีกทั้งยังมี Magnetic MagSafe-style แปะติดด้านหลังสำหรับการชาร์จไฟ ก็ถือเป็นนวัตกรรมแปลกใหม่จากแอปเปิล
       
จุดที่น่าสนใจของ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) อยู่ที่หน้าจอแบบสัมผัส และปุ่มเม็ดมะยม Digital Crown ที่สามารถใช้งานประสานกันได้ลงตัว เพราะด้วยหน้าจอขนาดเล็ก การใช้นิ้วแตะสัมผัสหน้าจอ เช่น การเลื่อนดูข้อความอาจไม่ถนัด ปุ่มเม็ดมะยมที่หมุนรอบตัวนี้จะเข้ามาเติมเต็มส่วนนี้ นอกจากนั้น ระบบการแจ้งเตือนด้วยการสั่นถูกคิดค้นใหม่ด้วย Taptic Engine ที่ใช้ลักษณะการสะกิดข้อมือที่ได้ทั้งความนุ่มนวล และเป็นธรรมชาติกว่าวิธีการสั่นเตือนแบบปกติ
        
แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ทำอะไรได้บ้าง
นอกจากฟังก์ชันนาฬิกาการบอกเวลาที่มาพร้อมกับ Wirst Detection คือเมื่อผู้ใช้ยกแขนมองดูเวลา เซ็นเซอร์หน้าจอจะติดอัตโนมัติแล้ว แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันที่ผู้ใช้สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้จาก AppStore มากถึง 8,300 แอป โดยแอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไอโฟน เช่น การโทร.เข้าและรับสายจากนาฬิกา การแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะอินเทอร์เน็ตที่สามารถดึงข้อมูลแจ้งเตือนจากไอโฟนมาแสดงไว้ที่นาฬิกาเวลาที่ผู้ใช้ไม่สะดวกใช้งานไอโฟน
       
แล้วถ้าแอปใดรองรับกับ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ยังสามารถเลือกการสั่งงาน หรือการโต้ตอบผ่านระบบการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย และยังรองรับระบบการแปลงเสียงพูดเป็นข้อความ (Dictation) ได้ด้วย เช่น การส่งข้อความ ตอบแชตไลน์ รวมไปถึงการเปิดใช้ผู้ช่วยสิริ (Siri) แล้วสั่งโทร.ออก เล่นเพลงได้ ตรวจสอบสภาพอากาศ หรือสั่งนำทางจีพีเอส(GPS)ไปสถานที่ต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยการทำงานของนาฬิกาแอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ทั้งหมดจะต้องเชื่อมต่อกับไอโฟนตลอดเวลา  ในส่วน Handoff หรือฟีเจอร์แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch)ที่ช่วยสลับการใช้งานระหว่างตัวนาฬิกาแอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) กับไอโฟนให้ทำงานได้ต่อเนื่อง เช่น การโทร.ออก-รับสาย ผู้ใช้สามารถสั่งงาน และสนทนาผ่านนาฬิกาแอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch)ได้ และเมื่อผู้ใช้แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch)ต้องการคุยแบบส่วนตัวด้วยไอโฟนก็สามารถเปิดไอโฟนได้ และสนทนาต่อได้ทันทีโดยที่สายไม่หลุด
       
ด้านคนรักสุขภาพ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) มาพร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว Activity Tracker ที่สามารถตรวจวัดนับจำนวนก้าวเดินในหนึ่งวัน สามารถตรวจจับ และคำนวณแคลอรี ไปจนถึงสามารถเป็นเซ็นเซอร์เครื่องวัดชีพจร วัดอัตราการเต้นของหัวใจอัตโนมัติได้ตลอดทั้งวัน หรือจะใช้วัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างที่ออกกำลังก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ถ้าจะวัดค่าออกซิเจนในเลือดควรมี เครื่องวัดออกซิเจน (Pulse Oximeter) จะเหมาะกว่าเพราะเครื่องวัดออกซิเจนสามารถอ่านค่าปริมาณออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจผ่านหน้าจอได้ทันที เหมาะสำหรับใช้ดูแลผู้ป่วยภายในบ้าน โรงพยาบาล หรือแม้แต้ใช้กับนักกีฬา นอกจากนี้  แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ยังมีระบบแจ้งเตือนกรณีที่ผู้ใช้นั่งนานเกินไปพร้อมสรุปผลของการออกกำลังกายประจำสัปดาห์ให้อีกด้วย
       
สุดท้ายกับแอปที่มากับนาฬิกาแอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) ซึ่งส่วนใหญ่คล้ายกับบนไอโฟน เช่น ปฏิทิน นาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา อีเมล Gallery เป็นต้น โดยการทำงานของแอปเหล่านี้เข้ามาเติมเต็มเวลาที่เราไม่สามารถเข้ามาใช้งานผ่านไอโฟนได้ แอปที่รองรับกับนาฬิกาแอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch)ทั้งหมดจะเข้ามาช่วยในส่วนเหล่านี้
       
แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) นาฬิกาไฮเทค หรือแค่นาฬิกาสุดหรู?      
เรียนตามตรงเลยว่าเสียงวิจารณ์ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) แตกออกมาเป็นหลายเสียงมาก เพราะฟีเจอร์ใช้งานแทบไม่แตกต่างอะไรจากสมาร์ทวอทช์คู่แข่งที่วางขายก่อนหน้านี้สักเท่าไร ? และยิ่งเมื่อพบกับราคาค่าตัวเครื่องที่สูง แล้วยังผูกมัดการเชื่อมต่อใช้งานได้เฉพาะไอโฟนตั้งแต่รุ่น 5 เป็นต้นไปเท่านั้น ยิ่งทำให้ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) จึงกลายมาเป็นได้แค่นาฬิกาสุดหรูที่เคียงคู่กับไอโฟนรุ่นใหม่ และเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่เป็นสาวกตัวจริงแอปเปิลเท่านั้น
       
ยิ่งเมื่อพบกับผลทดสอบเรื่องแบตสำรอง (Power Bank)ที่อยู่ได้แค่ 1 วัน ไปถึงระบบภายในของซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่โดดเด่นแต่กลับใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ไม่สามารถที่จะตรวจวัดการนอนหลับได้ หรือแม้แต่ตัวเซนเซอร์ตรวจวัดการเคลื่อนไหว และเซนเซอร์เครื่องวัดชีพจรที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่สามารถต่อยอดเป็นเซนเซอร์ตรวจวัดเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น เครื่องวัดออกซิเจน เครื่องวัดไขมันในร่างกาย ฯลฯ แต่แอปเปิลก็ไม่ได้พัฒนาซอฟต์แวร์รองรับ และแสดงผลให้เป็นจุดขาย แถม WatchOS ยังมีจุดอ่อนด้านความเสถียรที่ยังไม่ดีพอ โดยเฉพาะด้านการตอบสนองที่ค่อนข้างช้า
       
สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) จึงเป็นได้แค่เพียงนาฬิกาสุดหรูที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่สมาร์ทวอทช์และฟิตเนสแบนด์หลายยี่ห้อทำได้ก่อนหน้านี้ แล้วถ้าไม่รีบร้อนจนเกินไป อยากให้รอ แอปเปิลวอทช์ ( Apple Watch) รุ่นใหม่ที่กำลังออกมา คือ รุ่นที่ 2 หรืออาจรอดูการเปลี่ยนแปลงด้านระบบปฏิบัติการ WatchOS 2 ก่อน เพราะว่าในรุ่นแรกนี้ดูเหมือนเป็นการทดลองตลาดที่ระบบหลายๆส่วนยังไม่สมบูรณ์ดีนัก

Cr.ข่าวผู้จัดการ