นวัตกรรม ดามกระดูก

นายวินิจ ฤทธิ์ฉิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตสินค้าวัสดุดามกระดูกรายแรกในประเทศไทย และยังดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่คิดนอกกรอบและหันมาผลิตสินค้าที่แตกต่างกับคนอื่นๆ โดยให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมผลิตสินค้าใหม่ "วัสดุดามกระดูก" ของคนไทย

เรื่องราวของเขาเล่าว่า แต่เดิมบริษัทเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในกลุ่มท่อไอเสีย ชิ้นส่วนรถบัส รถปิกอัพ แต่สถานการณ์เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก มีผู้ผลิตสินค้ากลุ่มเดียวกันตัดราคาขายส่งชิ้นส่วนป้อนโรงงานผลิตรถยนต์ ขณะที่โรงงานผลิตรถยนต์ก็มีการแข่งขันในการจำหน่ายที่รุนแรง จนต้องมีลูกเล่นลดราคารถยนต์ให้ลูกค้าในรูปแบบต่างๆ สุดท้ายก็มาบีบผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อลดต้นทุนทางอ้อม

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้บริษัทของเขาต้องปรับตัวหนีตาย เพราะหากยังปักหลักทำธุรกิจแบบเดิม สุดท้ายก็เสี่ยงต่อการปิดกิจการ จึงได้ มองหาธุรกิจใหม่ๆ จนมาลงตัวที่การผลิตวัสดุดามกระดูก เพราะมองว่าเป็นธุรกิจ ที่มีอนาคต ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะผันแปรอย่างไร วัสดุดามกระดูก ก็ต้องมีอัตราการใช้ที่เพิ่มขึ้น

เขาบอกว่า เนื่องจากอายุเฉลี่ยของประชากรของคนไทยที่ยาวนานมากขึ้น ผู้สูงวัยก็เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การหกล้ม การลื่นล้ม หรือบางรายกระดูกพรุน ก็เปราะบางไปตามสภาพวัย ทำให้วัสดุดามกระดูกเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยหลายคนจำเป็นต้องใช้

รายกระดูกพรุน แต่เดิมก็ใช้แค่การเอ็กซเรย์กระดูกดูว่าบางแค่ไหนด้วยตาเปล่า ซึ่งกว่าจะเห็นว่าบางจริงกระดูกก็พรุนไปแล้วประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในปัจจุบันนี้เราสามารถตรวจมวลกระดูกได้ก่อนจะเห็นด้วยตาเปล่าด้วยเครื่องตรวจมวลกระดูก ซึ่งจะให้ผลเป็นตัวเลขชัดเจน นอกจากนี้แล้วการตรวจสารบางอย่างจากเลือดหรือปัสสาวะก็สามารถบอกถึงภาวะกระดูกพรุนได้

แต่การตรวจจากเลือดหรือปัสสาวะแบบนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักเพราะมีราคาแพง เราจึงนิยมตรวจจากเครื่องตรวจมวลกระดูกมากกว่า เครื่องตรวจมวลกระดูกจะบอกว่าขณะนี้กระดูกของเราปกติอยู่หรือกระดูกเริ่มบางหรือเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การพิจารณาการรักษา และเดียวนี้เทคโนโลยีทันสมัย เครื่องชั่งดิจิตอล สามารถวัดน้ำหนักร่างกาย มวลไขมัน มวลกระดูก มวลน้ำ มวลกล้ามเนื้อ ดัชนีมวลกาย และอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน รวมทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียว ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระดูกรู้ล่วงหน้าและหาทางป้องกันได้

นายวินิจ ฤทธิ์ฉิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตสินค้าวัสดุดามกระดูกรายแรกในประเทศไทย บริษัทของเขาเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ผลิตวัสดุดามกระดูก และได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุน ในโครงการส่งเสริมการ ลงทุนในกิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆหรือเทคโนโลยีระดับสูง จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

จากเดิมที่ประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุดามกระดูกเมื่อปี 2555 รวม 50,000 ล้านบาท และล่าสุด ในปีนี้คาดว่ามีมูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยนำเข้าจากสหรัฐฯ และมีแนวโน้มต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกๆปี สำหรับวัสดุดามกระดูกที่ผลิตประกอบด้วย ข้อต่อกระดูก ที่เกิดจากการหักหรือแตก การใช้ทดแทนผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมสภาพกระดูกเริ่มบาง ล่าสุด วัสดุดามกระดูกของบริษัท แต่ยังทดแทนการนำเข้าได้ปีละ 10% เท่านั้น แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าราคานำเข้า 30%

เพราะแพทย์ที่ทำการรักษาคนไข้ยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่คนไทยผลิตได้ แม้จะได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และมาตรฐานไอเอสโอ 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หน่วยงานด้านการแพทย์ จากทั่วโลกให้การยอมรับว่าสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บริษัทได้เริ่มส่งออกไปจำหน่ายในตลาดอาเซียน ปรากฏว่า ได้ผลการตอบรับค่อนข้างดี เพราะมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากสหรัฐฯ

เขาพูดถึงมุมมองของภาคเอกชน ที่กล้าเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ยอมรับว่า สิทธิประโยชน์ที่บีโอไอที่ให้กับผู้ลงทุนยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนคนไทยรายอื่นๆ กล้าเข้ามาลงทุนมากนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ที่ให้บีโอไอแก่นักลงทุนในกิจการที่ใช้นวัตกรรมระดับสูง ได้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลนิติบุคคลให้ถึง 40 ปี ขณะที่บีโอไอให้เพียง 8 ปีเท่านั้น จึงเสนอ ให้บีโอไอพิจารณาเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ให้มากกว่านี้ในระยะยาว

ในอนาคต กิจการที่ใช้นวัตกรรมระดับสูง จะมีการตื่นตัว และมีนักลงทุนรายใหม่ๆทยอยลงทุน เพราะประเทศไทยต้องปรับตัวจากประเทศที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า สินค้าที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เปรียบเหมือนคลื่นในทะเลที่จะเกิดขึ้นเพื่อไล่คลื่นลูกเก่าๆให้หมดไปจากประเทศไทย เพราะสินค้าในอนาคตต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ เพื่อสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อในการส่งออกเป็นของตัวเอง

คนไทยถึงเวลาเลิกเป็นประเทศรับจ้างการผลิต สินค้าไทยต้องมีคุณภาพมาตรฐานการผลิต ดีไซน์ที่ สวยงาม ไม่ใช่สินค้าราคาถูกใช้งานไม่นานก็พัง เพราะจีนก็เริ่มหันมาใช้นโยบายผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ หากประเทศไทยไม่ปรับตัว จะถูกคลื่นลูกใหม่ซัดหายไปจากตลาดการค้าโลก

Cr.ไทยรัฐ