i-Synes.com

ตะกร้า 0

ดัชนีความร้อน ร้อนกว่าอุณหภูมิจริง ?

ดัชนีความร้อน ร้อนกว่าอุณหภูมิจริง ?

ตัวแปรสำคัญ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิด ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือ โรคลมแดด ได้ง่าย คือ ดัชนีความร้อน หรือ อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์ "รู้สึกได้จริง" (Feels Like) ในขณะนั้น ซึ่งมากกว่าอุณหภูมิที่วัดจากเทอร์โมมิเตอร์ เกิดจากการนำค่าความชื้น... 


 

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ฤดูร้อน 2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยมีการคาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปี 2026 จะร้อนกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงระหว่างเดือนเมษายน - พฤษภาคม อุณหภูมิสูงสุดอาจจะแตะ 42-43 องศาเซลเซียส ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก เสี่ยงต่อการเกิดอาการลมแดด ความอันตรายของอากาศร้อนจัด ไม่ได้วัดจากเทอร์โมมิเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิด ฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือ โรคลมแดด ได้ง่าย ดัชนีความร้อน คือ อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์ "รู้สึกได้จริง" (Feels Like) ในขณะนั้น ซึ่งเกิดจากการนำอุณหภูมิของอากาศรอบตัว มาคำนวณร่วมกับ ค่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ (Relative Humidity)

“ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity - RH)” มีบทบาทสำคัญต่อการระบายความร้อนในร่างกายมนุษย์ผ่านทางเหงื่อ หากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อน แต่มีความชื้นสัมพัทธ์ ในอากาศต่ำ ประมาณ 40-45% ร่างกายจะขับเหงื่อให้ระเหยออกมาได้ดี เมื่อมีลมพัดปะทะตัวก็จะรู้สึกเย็นสบายอีกด้วย เช่น กาตาร์, คูเวต, บาห์เรน แม้อากาศภายนอกจะร้อนมาก แต่ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ การที่เหงื่อระบายออกได้ดีจึงช่วยได้ เนื่องจากคนเราสามารถระเหยความชื้นออกจากผิวหนังได้เป็นจำนวนมากนั่นเอง เรียกอากาศแบบนี้ว่า ร้อนแห้ง

อากาศแบบร้อนแห้ง (Dry Heat)

อากาศแบบร้อนแห้ง (Dry Heat)
สภาวะอากาศที่อุณหภูมิสูงควบคู่ไปกับ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ (โดยทั่วไปจะต่ำกว่า 30-40%) ลักษณะเด่นของอากาศร้อนแห้ง เหงื่อระเหยเร็ว เนื่องจากอากาศมีความชื้นต่ำ ร่างกายจึงระบายความร้อน ผ่านเหงื่อได้ดีมาก ทำให้ผิวแห้งและไม่ค่อยรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ เมื่อเหงื่อไม่มี การไปตากแดดก็ยิ่งอันตรายมาก เพราะผิวจะไหม้เอาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นชาวตะวันออกกลาง และชาวทะเลทราย จึงสวมใส่ชุดสีเข้มๆ คลุมทั้งตัวเพื่อกันแสงแดด และเมื่อคลุมทั้งตัว ความชื้นจากเหงื่อก็ไม่ระเหยไปด้วย ทำให้ร่างกายไม่ร้อนเกินขีดจำกัด

อากาศร้อนชื้น (Humid Heat)

อากาศร้อนชื้น (Humid Heat)
สภาพอากาศที่มี อุณหภูมิสูง ควบคู่กับ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมาก (มักเกิน 80-90%) ความชื้นที่หนาแน่นระดับนี้ ทำให้รู้สึกเหนียวตัว อบอ้าว ร่างกายระบายเหงื่อได้ยาก ซึ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติ และ รู้สึกร้อนมากกว่าตัวเลขจริง พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝนของไทย (พ.ค.-ต.ค.) เป็นภาวะที่ความร้อนเจอกับไอน้ำปริมาณมากในอากาศ ประเทศไทยตั้งอยู่ใน เขตภูมิอากาศร้อนชื้นแบบมรสุม ทำให้มีฤดูร้อนชื้นและฤดูฝน ที่อบอ้าวและมีความชื้นตลอดเวลา เนื่องจากความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยออกจากผิวหนังได้ยาก ซึ่งเป็นกลไกหลักในการลดอุณหภูมิร่างกาย อากาศแบบนี้ อันตรายกว่าอากาศร้อนแห้ง เสี่ยงต่อการเกิดโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือโรคลมแดด อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ความร้อนชื้นส่งผลต่อตับ ม้าม และผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน จากการอุดตันของต่อมเหงื่อ

โรคลมแดด (Heat Stroke) จาก ดัชนีความร้อนสูงเกิน

โรคลมแดด (Heat Stroke) จาก ดัชนีความร้อนสูงเกิน
หลายคนคงรู้สึกถึง ความร้อนของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ขณะที่บ้านเราเป็นอากาศแบบร้อนชื้น ความชื้นในอากาศสูง เริ่มได้ยินคำว่า “Heat Index” หรือ ดัชนีความร้อน กันมากขึ้น ที่เห็นได้จากข่าวหลากหลายสำนักว่า ดัชนีความร้อน Heat Index มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนและสัตว์เป็นอย่างมาก ยิ่งคนที่ทำงานกลางแจ้ง หรือ ผู้ใช้ร่างกายแรงงาน มักเกิดอาการลมแดด (Heat Stroke) ทำให้หมดสติ ท่ามกลางความร้อน ที่เป็นเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิต ยิ่งในช่วงหน้าร้อน พบว่าในประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงจัดเกิน 40 องศาเซลเซียสกันหลายพื้นที่ ซึ่งนอกจากรายงานอุณหภูมิอย่างที่เราทราบกัน ยังมีรายงานเกี่ยวกับ ดัชนีความร้อน Heat Index ที่ร้อนเกินขนาดทะลุ 50 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว แล้วปีนี้ ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ คลื่นความร้อนและอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 จากปรากฏการณ์ เอลนีโญปี 2569 มีแนวโน้มมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ โดยเข้าสู่ภาวะเต็มรูปแบบใน เดือนพฤษภาคม และอาจส่งผลกระทบยาวนานถึง ต้นปี 2570

ดัชนีความร้อน ส่งผลต่อร่างกาย แบ่งได้เป็น 2 กรณี

  • อุณหภูมิสูง + ความชื้นต่ำ : ร่างกายระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ดี ทำให้รู้สึกสบายกว่า
  • อุณหภูมิสูง + ความชื้นสูง : ความชื้นในอากาศที่สูง เหงื่อระเหยได้ยาก ร่างกายสะสมความร้อนไว้ ทำให้ตัวเหนียว รู้สึกร้อนอบอ้าว และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

 

ดัชนีความร้อน (Heat Index) หรือ Feels Like ?


ดัชนีความร้อน (Heat Index) หรือ Feels Like ?
อุณหภูมิที่ร่างกายของเรารู้สึกได้จริง (Feels Like) หรือ เรียกอีกอย่างว่า "ดัชนีความร้อน (Heat Index)" โดยวิเคราะห์หาจาก 2 ปัจจัย คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิในบรรยากาศ (Temperature) และ ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) เป็น 2 ปัจจัยหลักที่ใช้กำหนดค่า "ดัชนีความร้อน (Heat Index)" ในขณะนั้น ออกมาเป็นตาราง เพื่อประเมินความเสี่ยง ที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากความร้อนนั่นเอง กล่าวคือ อุณหภูมิที่มนุษย์เรารู้สึกได้ว่า สภาวะอากาศขณะนั้นร้อนหรือเย็น เช่น หากอุณหภูมิที่วัดได้ 38°C จากเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ แต่มีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 60 % ในตารางค่าดัชนีความร้อนนี้ เราจะรู้สึกว่าอยู่ในอุณหภูมิถึง 55°C ซึ่งถือเป็น ความร้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยเมื่ออุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น ดัชนีความร้อนก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่หากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ลดลง ดัชนีความร้อนก็ลดลงด้วย

ตารางดัชนีความร้อน หรือ Heat Index


ตารางแสดงผล ดัชนีความร้อน (Heat Index)
อากาศที่มีความชื้นสูง จึงทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิอากาศสูง ร่างกายร้อนขึ้น ร่างกายจะเริ่มขับเหงื่อออก เพื่อระบายความร้อน และ ปรับให้ร่างกายมีอุณหภูมิปกติประมาณ 37 องศาเซลเซียส ที่เหมาะแก่การทำงานของอวัยวะต่างๆ แต่หากเหงื่อออกแล้ว ไม่สามารถระเหย ได้เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์อากาศสูง ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ เราจึงรู้สึกร้อนขึ้น ดังนั้น เห็นได้ว่าการที่เราจะรู้สึกร้อน มากกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้ เนื่องจากความร้อนของอากาศ มีความสัมพันธ์กับ ความชื้นสัมพัทธ์ด้วย นอกจากนี้ ลมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยระบายความร้อนอีกด้วย จากตารางด้านบน สมมติว่า ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ = 50% ถ้าอุณหภูมิอยู่ที่ 28°C ค่าดัชนีความร้อนจะมีค่า 28°C ใกล้เคียงอุณหภูมิจริง แต่ถ้าอุณหภูมิที่วัดได้สูงขึ้นเป็น 41 องศาเซลเซียส (ขณะที่ความชื้นเท่าเดิม 50%) ค่าดัชนีความร้อนจะมีค่า 58°C สูงกว่าอุณหภูมิจริง จึงเป็นผลให้เรารู้สึกร้อนกว่าปกติ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากตาราง)

 

ความชื้นในอากาศ สัมพันธ์กับอากาศร้อน อย่างไร ?

ความชื้นในอากาศ สัมพันธ์กับอากาศร้อน อย่างไร ?
ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) โดยปกติมีค่าสูงกว่า อุณหภูมิอากาศจริง ซี่งสามารถอ่านค่าได้จาก เครื่องวัดดัชนีความร้อน เพราะมีการคำนวนนำ ความชื้นในอากาศและอุณภูมิในอากาศ ที่มีผลต่อการระบายความร้อนของร่างกายมาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากถ้าอากาศร้อนแต่ความชื้นสัมพัทธ์กลับสูงขึ้น เหงื่อที่ถูกขับออกมาก็จะไม่ระเหย ร่างกายจะรู้สึเหนอะหนะและร้อนมากกว่าอุณหภูมิจริง แต่ถ้าหากวันไหนที่ความชื้นน้อย เหงื่อจะถูกขับออกมาและระเหยได้ดี ก็ทำให้รู้สึกร้อนน้อยกว่าอุณหภูมิอากาศจริง ซึ่งคนที่มีร่างกายไม่แข็งแรงก็มีผลต่อร่างกาย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด ด้วยการอยู่ในที่ร่มมีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกหนีลมร้อนที่อบอ้าวความร้อนสูง ๆ ไปยังพื้นที่ ทีอุณหภมิต่ำกว่า ลดความเสี่ยงจากการเป็นลมหมดสติได้ ดัชนีความร้อนรายปี ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.17 - 0.93 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าภาคอื่นๆ ดัชนีความร้อนรายปีมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ขณะที่ ดัชนีความร้อน ในภาพรวมของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.34 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ หรือ ประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส ในรอบ 44 ปี (ปี พ.ศ. 2513 - 2556) 

ดัชนีความร้อน มีผลต่อสุขภาพอย่างไร ?
ดัชนีความร้อน มีผลต่อสุขภาพอย่างไร ?
ดัชนีความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็น โรคลมร้อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโรคที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้อุณหภูมิ ในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หากสภาวะร่างกายไม่สามารถปรับตัว กับ ความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างภายในและภายนอกร่างกายได้ จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ซึ่งสัญญาณสำคัญคือ ไม่มีเหงื่อออก ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ ทำให้ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน มีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ชัก เพ้อ เดินเซ พูดจาสับสน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว จะต้องหยุดพักทันที โดยผลกระทบจาก ค่าดัชนีความร้อน แบ่งออกเป็น 4 ระดับความรุนแรง

ตารางค่าเฝ้าระวังเตือนภัยผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน Heat Index

ตารางค่าเฝ้าระวังเตือนภัยจากความร้อนสูงเกิน

  • 27-32°C อ่อนล้า อ่อนเพลีย วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะได้ หากมีกิจกรรมกลางแจ้งอาจเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนได้
  • 32-41°C ตะคริว เพลียแดดหากสัมผัสความร้อนเป็นเวลานานอาจเกิดภาวะลมแดด Heat Stroke
  • 41-54°C ปวดเกร็ง เพลียแดด หน้ามืด หากทำกิจกรรมต่อเนี่ยงเสี่ยงต่อสภาวะลดแดด Heat Stroke
  • 54 °C ขึ้นไป เกิดสภาวะลมแดด หรือ Heat Stroke ได้ตลอดเวลา และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

 

ลดความชื้น ช่วยลดความร้อน

ลดความชื้น ช่วยลดความร้อน
ถ้าเราต้องอยู่กับอุณภูมิที่สูงขึ้น มาพร้อมกับความชื้นในอากาศที่สูง ทำไมเรารู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิอากาศจริง หรือ Feels Like เมือมีความชื้นสูง เรามาลองหาวิธีระบายความชื้น พร้อมกับคลายความร้อนกันหน่อย ช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย และ อุณหภูมิรอบตัวเรา เพื่อป้องกันอันตรายจากความร้อน นอกจากนี้มาหาวิธีลดโลกร้อนกันดีกว่า ที่เป็นปัญหาหลักของชาวโลกเรา

  • ดื่มน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน ให้ได้ประมาณ 6-8 แก้ว แต่น้ำจำพวกคาเฟอีนและแอลกอฮอล์นี่ควรงด
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี ถ้าออกจากบ้านก็ต้องไม่ลืมพกร่มและสวมหมวกเสมอ
  • งดกิจกรรมกลางแจ้งหรือถ้าต้องออกเจอแดด เลือกช่วงที่แดดไม่จัดอย่างช่วงเช้าหรือช่วงเย็น
  • ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออกบ้านก็ควรพกร่ม น้ำดืม พัดลม แล้วพยายามอยู่ใต้เงาแดด
  • เปิดแอร์ช่วยทำความเย็น แต่ควรล้างแอร์บ่อย ๆ ช่วยลดความชื้นแอร์ แล้วยังลดค่าไฟอีกด้วย
  • ลดการใช้ไฟฟ้า เช่น ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน หรือเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
  • หันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการผลิต ลดโลกร้อน
  • คัดแยกขยะด้วยหลัก 3R(Reduce ลดการใช้, Reuse นำกลับมาใช้ซ้ำ, Recycle นำกลับมาใช้ใหม่) ดีต่อใจและโลก
  • ปลูกต้นไม้ ใช้สีทาบ้านกันร้อน ทำให้บ้านเย็นลง ป้องกันความร้อน ช่วยประหยัดไฟให้บ้านในระยะยาว

วิธีปฐมพยาบาลโรคลมร้อน ลมแดด เบื้องต้น

วิธีปฐมพยาบาลโรคลมร้อน ลมแดด เบื้องต้น
นำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบาย ความร้อน เทน้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง โดยเร็วที่สุด ดื่มน้ำเปล่า และน้ำเกลือแร่ให้มากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่ง โรงพยาบาลทันที


Cr.posttoday,thaipbs,คลังความรู้ SciMath,เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น,