สมุนไพรรักษา โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน
กระเทียมสด มีสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ ช่วยยับยั้งการเจริญของ “แบคทีเรีย H. Pylori” ได้เป็นอย่างดี โดยมีเคล็ดลับคือ กินกระเทียมสด ที่ถูกทุบหรือสับ เพื่อกระตุ้นให้เอนไซม์ทำงาน และ สร้างอัลลิซินออกมา ...
โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคยอดฮิตในปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต หนุ่มสาวชาวออฟฟิศย่อมทราบดีว่า การปรับพฤติกรรม การรับประทานอาหาร ลดอาการโรคกระเพาะอาหารได้ ไม่ว่าเป็น การรับประทานอาหารให้ตรงเวลา เลิกสูบบุหรี่ หรือ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ให้ความระมัดระวัง การรับประทานยาบางชนิด เป็นประจำ เช่น ยากลุ่ม NSAID อาทิ แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ และยาชุด เป็นต้น รวมไปถึงการลดความเครียด มีส่วนช่วยให้ อาการของ โรคกระเพาะอาหาร ทุเลาไปได้มาก แต่ถ้ายังไม่หาย ควรรีบไปหาหมอ เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
- ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง
- เรอบ่อย ปวดท้อง
- แสบร้อนกลางอก กลืนลำบาก
- มีลมในท้อง หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด
- อ่อนเพลีย

อาการของ โรคกระเพราะอาหาร หรือ โรคกรดไหลย้อน
หากเรากำลังมีอาการข้างต้น นั่นหมายความว่า เราอาจเผชิญอยู่กับอาการ โรคกระเพราะอาหาร หรือ โรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นโรคยอดนิยม ของชาวออฟฟิศในปัจจุบัน ซึ่งถ้าปล่อยเรื้อรัง อาจนำมาสู่อันตรายเพิ่มมากขึ้น โดยไม่รู้ตัว แต่ที่คนส่วนใหญ่ อาจยังไม่ทราบว่า สาเหตุสำคัญ อีกอย่างหนึ่งของ โรคกระเพราะอาหาร และ กรดไหลย้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า “เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori)” หรือ เรียกสั้นๆ ว่า “เอชไพโลไร (H. Pylori)” มีการรายงานเชื้อนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 เชื้อตัวนี้สร้างกรดปริมาณมากขึ้น ในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการคัดหลั่งของ น้ำย่อยกระเพาะอาหาร ให้มากขึ้น เป็นเหตุให้เกิด กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน รวมไปถึงอาจเป็นสาเหตุให้เกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร ได้ในที่สุด

มารู้จัก แบคทีเรีย เอชไพโลไร (H. Pylori)
Helicobacter Pylori เป็นแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ที่ เยื่อบุกระเพาะอาหารของมนุษย์ เมื่อเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหาร ที่มีแต่น้ำย่อย ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรด ส่วนใหญ่แล้วเชื้อแบคทีเรียจะตาย แต่ชนิดนี้กลับไม่ตาย เพราะมีความสามารถในการผลิตด่าง เพื่อป้องกันตัวเอง จึงสามารถต้านทาน ความเป็นกรดของน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี แบคทีเรียชนิดนี้ เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารแล้ว จะไปแทรกฝังตัวอยู่ในช่องหรือใต้เซลล์ผิว ของเยื่อบุกระเพาะอาหาร มีชีวิตยาวนานนับ 10 ปีโดยไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่หน้าที่ของมัน ไปกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนแกสตริน (Gastrin) แล้วฮอร์โมนตัวนี้ ก็ไปกระตุ้น การหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากขึ้น ทำให้กระเพาะอาหารขาดความสมดุล จนทำให้เป็น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และ โรคกรดไหลย้อน ได้

สาเหตุของการติดเชื้อ Helicobacter Pylori
จากการศึกษาปัจจุบัน ยังหาสาเหตุของการติดเชื้อ H. Pylori ได้ไม่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่า เกิดจากการสัมผัสเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทาง การรับประทานอาหารและดื่มน้ำ ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ เช่น อาหารและน้ำที่ไม่สะอาด อาหารแช่งแข็งที่ปรุงไม่สุก อาหารดิบ คนที่ติดเชื้อตัวนี้ ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ มีเพียงบางรายมีอาการแสดงให้เห็น อาทิ
- 20% มีอาการ ปวดท้องกระเพาะเรื้อรัง จุกลิ้นปี่ แสบร้อนท้อง แก๊สมาก
- 10% ของคนที่ติดเชื้อตัวนี้ ก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
- 1-3 % ที่ได้รับเชื้อนี้เป็นเวลานาน เกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร

การตรวจหาเชื้อ H. Pylori สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
- ตรวจผ่านลมหายใจ (Urea Breath Test)
- ตรวจโดยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร
- ตรวจจากอุจจาระ

วิธีการรักษา โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคกรดไหลย้อน
การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เอชไพโลไร (H. pylori) ในกระเพาะอาหาร แพทย์แนะนำให้รีบตรวจหาเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว เพื่อรักษาแต่เนิ่น เพราะยิ่งพบเชื้อเร็ว ยิ่งง่ายต่อการรักษา คือ สามารถรักษาได้ โดยการรับประทานยาปฏิชีวนะ คู่กับ ยาโรคกระเพาะอาหาร ตามคำสั่งแพทย์ เป็นการประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอื่นๆ หากไม่รักษาแต่เนิ่นๆ เชื้อเอชไพโลไร อาจนำไปสู่ กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร และ แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น โรคอื่นที่พบนอกกระเพาะอาหาร เช่น โรคโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก ขาดวิตามินบี 12 โรคเกล็ดเลือดต่ำ โรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน ทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune disease)

สมุนไพรไทย ยับยั้งการเจริญของ เชื้อ H. Pylori
แบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) เชื้อร้ายที่แฝงตัวในกระเพาะอาหาร ของคนจำนวนมาก และ เป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญของ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลําไส้เล็กส่วนต้น และ มะเร็งกระเพาะอาหาร สิ่งที่น่าตกใจคือเชื้อ H. Pylori แพร่กระจายมากเป็นอันดับ 2 รองจาก แบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุ และ ติดต่อกันได้ง่ายทางปาก แต่ก็มีสมุนไพรใกล้ตัว ที่ช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อชนิดนี้ได้ โดยทำหน้าที่เป็น ตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และ ลดความเสี่ยงต่อ โรคกระเพาะเรื้อรัง หรือ มะเร็งในระยะยาว

- กล้วยน้ำว้าดิบ
ด้วยภูมิปัญญาของปู่ย่าตายาย กล้วยดิบ ถูกนำมาใช้รักษาอาการ แผลในกระเพาะอาหารมานานแล้ว และในปัจจุบันยังมีการค้นพบว่า ในกล้วยดิบมีสารสำคัญที่ให้รสฝาด และช่วยสมานแผลชื่อ “แทนนิน” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันผนังกระเพาะอาหาร ไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ และรสที่เผ็ดร้อนเกิน ไปทำอันตรายกับ ผนังกระเพาะอาหารของเราได้ สารสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ในกล้วยทุกชนิดคือ “เซโรโทนิน” ช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหาร สร้างเยื่อเมือกตามธรรมชาติออกมาเคลือบแผล แต่จะไม่กระทบกับการหลั่งน้ำย่อย ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคือง และอาการแสบร้อนท้อง โดยที่ไม่ทำให้การย่อยลดประสิทธิภาพลง ในขณะที่ยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหาร โดยมากออกฤทธิ์เพียงเคลือบป้องกันแผล แต่กล้วยมีฤทธิ์ทั้งป้องกันและสมานแผลในกระเพาะอาหาร ควบคู่ไปด้วย กล้วย จึงเป็นยาสมานแผลกระเพาะอาหาร ที่มีคุณภาพดีและราคาถูก

- ขมิ้นชัน
ในขมิ้นชันมีสารสำคัญที่ชื่อว่า “เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids)” สมุนไพรรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ด้วยการหลังสารมิวซินเพื่อเคลือบป้องกันกรด และยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการจุกเสียด ปวดแสบท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย จากกรดไหลย้อน หรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) ในเรื่องการช่วยยับยั้งแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori) และมีอาการจุกเสียด โดยให้ผู้มีอาการ 25 คนกินสารเคอร์คูมิน 30 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ผลปรากฏว่า สารเคอร์คูมินอยด์ ช่วยลดอาการจุกเสียดท้อง และลดการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารลง อย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้ขมิ้นชันจึงถูกบรรจุใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มยาขับลม บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เนื่องจากอาหารไม่ย่อย

- กระเทียมสด
กระเทียมสด มี ”สารอัลลิซิน (Allicin)” ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ ช่วยยับยั้งการเจริญของ “แบคทีเรีย H. Pylori” ได้เป็นอย่างดี สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน โดยมีเคล็ดลับคือ กินกระเทียมสด ที่ถูกทุบหรือสับ เพื่อกระตุ้นให้เอนไซม์ทำงาน และ สร้างอัลลิซินออกมา ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กระเทียมไม่เพียงแต่มี สรรพคุณแก้อักเสบ ฆ่าเชื้อโรค แต่ยังลดไขมันในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และ ลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ กระเทียมยังช่วยกระตุ้นน้ำย่อยอีกด้วย สำหรับผู้ป่วย ที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารลดน้อยลง หรือระบบการย่อยไม่ดี ควรกินกระเทียมเป็นประจำทำ ให้อาการดังกล่าวดีขึ้น และ ไม่ควรกินตอนท้องว่าง ควรกินร่วมกับอาหาร เพียง 1-2 กลีบก็เพียงพอ

ดูแลสุขภาพ เพื่อปัองกันโรค
การป้องกันโรคกระเพาะทำได้โดยปรับพฤติกรรมหลักเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ แบ่งทานเป็นมื้อย่อยๆ แทนการทานมื้อหนัก หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน เว้นระยะเวลาหลังทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน และจัดการความเครียด
อย่างไรก็ดี แม้สมุนไพรเหล่านี้ สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงและยับยั้งเชื้อ “แบคทีเรีย H. Pylori” ได้ในระดับหนึ่ง แต่หากมีอาการเรื้อรัง หรือ ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HP แล้ว ควรพบแพทย์ และ รักษาตามแผนการรักษา ไม่ควรพึ่งการกินอาหารเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้แนะนำให้ ทานอาหารสะอาดและปรุงสุก หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ตรวจสุขภาพและส่องกล้องเป็นระยะ ป้องกันไว้ดีกว่ารักษา
Cr.โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่,ไทยพีบีเอส,Sanook,,หมอชาวบ้าน